การเคลือบสีรถด้วยตนเอง

เริ่มจากการล้างรถให้สะอาด เช็ดรถให้น้ำหมาดๆ จากนั้นให้เทน้ำยาเคลือบสีลงบนผ้านุ่มๆที่มีน้ำหมาดๆ แล้วเช็ดบนตัวรถโดยวนเป็นก้นหอยให้ทั่วบริเวณตัวรถ ทิ้งน้ำยาไว้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ข้างขวดหรือกระป๋อง จากนั้นให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้านุ่มเช็ดน้ำยาออกจากตัวรถให้หมด รถของท่านจะเงางามและน้ำฝนจะไหลลื่นไม่ติดค้างอยู่บนตัวรถไปอีกสักระยะหนึ่ง

อย่ามองข้ามกันนะครับ เพราะถ้าใครที่คิดแบบนี้ ขอให้หยุดความคิดนี้ซะ หน้าฝนไม่ใช่ว่าไม่ควรล้างรถ แต่ยิ่งจำเป็นต้องล้างเลยล่ะ เพราะอะไรรู้ไหม ถ้าเราปล่อยให้คราบฝนที่ตกลงมาเกาะรถไปนานๆ แถมเราก็ไม่สามารถรู้ด้วยว่าน้ำฝนที่ตกลงมานั้นสกปรกมากน้อยเพียงใด นั่นแหละมันจะทำให้สีรถพังโดยไม่รู้ตัว และยิ่งไปกว่านั้นหากปล่อยเวลาให้รถของคุณโดนทำลายด้วยคราบโคลน คราบฝนไปนานๆ โดยที่คุณไม่ทำอะไรเลย คุณก็อาจจะต้องเสียเงินแพงกว่าเดิมเพื่อที่จะต้องทำรถใหม่ เช่น เคลือบสี ขจัดคราบ ขัดเงา นั่นเอง

วิธีง่ายๆในการล้างรถที่คุณสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เวลามากหลังลุยฝนมา แนะนำให้ใช้สายยางฉีดไล่ฝุ่น ไล่คราบฝนให้ทั่วและใช้ผ้าแห้งเช็ด เพื่อช่วยไม่ให้เกิดคราบฝังแน่นเกาะสีรถของคุณ ที่สำคัญหลังรถเปียกฝนมา ถ้าเป็นไปได้อย่าจอดรถโดนแดด เพราะพอคราบน้ำฝนแห้ง มันจะเกาะรถของคุณเป็นดวงๆ ยิ่งถ้าเป็นฝนกรด มันก็จะฝังลงเนื้อสีรถได้ ทางที่ดีถ้าอยากให้สีรถยังคงความสดเสมอ การดูแลแบบครบขั้นตอน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ช่วงนี้ฝนตก ถนนลื่น ผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกคนควรระมัดระวังอุบัติเหตุที่จะเกิดบนท้องถนน ดูแลตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมดูแลรถของคุณด้วยนะครับ

ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์ในการเช็ดรถ เพราะผ้าเหล่านี้จะไม่ ทำให้รถเป็นรอย แต่ถ้าเป็น ผ้าชามัวร์แท้ควรระวังหน่อยเพราะเวลาที่ผ้าชามัวร์ แห้งสนิทจะแข็งตัว ก่อนนำมาใช้เช็ดรถต้องจุ่มผ้าชามัวร์จนแน่ใจว่าเปียกชุ่มน้ำทั้งผืนจริงๆ หากมีส่วนที่ไม่เปียกน้ำจะมี สภาพแข็งและทำให้รถเป็นริ้วรอยได้ง่าย

การเช็ดรถต้องเช็ดตั้งแต่ส่วนบนของรถก่อน เพื่อให้น้ำหยดลงด้านล่างจนหมด แล้วค่อยไล่เช็ดลงมาด้านล่างของรถ

อย่าละเลยในบางจุด ต้องเช็ดด้านในขอบประตูทั้งหมด ด้านในกระโปรงหลัง ด้านในฝาถังน้ำมัน กระจกหน้ารถเพื่อให้ทัศนวิสัย ในการขับขี่ชัดเจน และเช็ดล้อแม็กซ์ให้แห้งด้วย มิฉะนั้นอาจเกิดคราบน้ำน่าเกลียด และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ คราบน้ำเหล่านั้นจะเช็ดออกยากจนถึงกับเช็ดไม่ออกได้